ที่ดินบุกรุกป่าของผู้จ้างวานฆ่า “กำนันกรรณิการ์” กับการเพิกเฉยของหน่วยงานรัฐในการจัดการปัญหา และ ที่ดิน สปก.แหล่งแสวงประโยชน์ของนายทุน และข้าราชการกังฉิน

วันที่ 21-22 ก.พ. 2563 ผู้สื่อข่าวได้เข้าสำรวจสวนยางพารา พื้นที่ หมู่ 6 บ้านดงต้อง ต.ผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย กว่า 140 ไร่ ของ นายสามารถ ทิพยศักดิ์ อายุ 57 ปี อดีตกำนัน ต.สมอทอง อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี หนึ่งในผู้จ้างวานฆ่า นางกรรณิการณ์ วงค์ศิริ อายุ 52 ปี หรือ กำนันเตี้ย กำนันตำบลผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย

 

โดยจากการตรวจสอบพบว่ายังคงมีการเข้าไปกรีดยางโดยลูกน้องของนายสามารถอยู่ เมื่อเห็นผู้สื่อข่าวได้หลบเข้าป่าไป ในรอบพื้นที่สวนยางพาราของนายสามารถ มีการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่เต็มรูปแบบทั้งปลูกสิ่งก่อสร้าง การปรับเปลี่ยนแหล่งน้ำตามธรรมชาติ

สำหรับที่ดินแปลงนี้ของนายสามารถ เมื่อ ปี 2559 ได้ถูกเข้าปฏิบัติการทวงคืนผืนป่า ตามแผนบังคับใช้กฎหมายพื้นที่บุกรุกป่าปลูกยางพารา ซึ่งในพื้นที่ ต.ผาตั้ง ได้ถูกดำเนินการไปในหลายหมู่บ้าน รวมทั้งที่บ้านดงต้อง ต.ผาตั้ง โดยทั้งหมดเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าพานพร้าว-ป่าแก้งไก่ และที่ดินแปลงนี้ของนายสมารถคือชนวนหลักของการก่อเหตุลงขันฆ่า “กำนันกรรณิการ์”

โดย เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2559 นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย (ในขณะนั้น), นายสมเกียรติ สุสัณพูลทอง ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดหนองคาย (ในขณะนั้น) พร้อมคณะทำงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าดำเนินการตามมาตรการ “พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” หรือ “ยุทธการทวงคืนผืนป่า” เดิม พื้นที่ป่าพานพร้าว-แก้งไก่ ที่ถูกบุกรุก จำนวน 2 แปลง รวมพื้นที่ 210 ไร่ 76 ตารางวา

โดยได้เข้าดำเนินการ 2 จุดในเวลาไล่เลี่ยกัน จุดแรกทำการรื้อถอนตัดต้นยางพาราในพื้นที่บ้านดงต้อง หมู่ 6 ตำบลผาตั้ง อ.สังคม จังหวัดหนองคาย พื้นที่ 140 ไร่ 76 ตารางวา ไม่ทราบตัวผู้กระทำผิด เป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยรักษาป่าที่ นค.2 (สังคม) ที่ได้มีการตรวจยึดไว้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2558 เป็นสวนยางพาราอายุประมาณ 8-10 ปี ส่วนอีกจุดหนึ่งได้เข้าดำเนินการรื้อถอนตัดต้นยางพาราในพื้นที่บ้านไทยพัฒนา หมู่ 7 ตำบลผาตั้ง อ.สังคม จังหวัดหนองคาย พื้นที่ 70 ไร่ ไม่ทราบตัวผู้กระทำผิดเช่นเดียวกัน เป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยรักษาป่าที่ นค.2 (สังคม) ที่ได้มีการตรวจยึดไว้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นสวนยางพาราอายุประมาณ 6-7 ปี จากข้อมูลเชิงลึกพบว่าพื้นที่ทั้งสองแปลงเป็นของนายทุนจากภาคใต้ ขณะนี้ได้มีการหลบหนีออกนอกพื้นที่ไปแล้ว

 

ซึ่งพื้นที่สวนยางพาราที่ถูกเจ้าหน้าที่เปิด “ยุทธการทวงคืนผืนป่า” ที่บ้านดงต้อง ต.ผาตั้ง ได้ให้ชุมชนบริหารจัดการสวนยางพารา ทำให้นายทุนจากภาคใต้เสียผลประโยชน์และมีความโกรธแค้น ซึ่งนายทุนกลุ่มนี้เป็นเครือญาติของ นายสำริด สังข์สิงห์ อายุ 59 ปี ผู้จ้างวานอีกคน ที่ย้ายบ้านเข้ามาอยู่ที่บ้านดงต้อง ต.ผาตั้ง

เมื่อนายสามารถ ทราบว่าพื้นที่สวนยางพาราของตนเองจะถูกทวงคืนอย่างแน่นอน (ในข้อเท็จจริงต้องดำเนินการตั้งแต่ปี 2559) โดยมีกำนันกรรณิการ์เป็นคนดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขบวนการกำจัดกำนันกรรณิการ์จึงเริ่มขึ้นในทันที โดยนายสามารถ ปรึกษากับ นายสำริด และวางแผนร่วมกับ นายประสิทธิ์ อินทร์เนื่อง อายุ 55 ปี หรือเสี่ยยุทธ ผู้กว้างขวางในพื้นที่ (คนใต้) ทำการจัดหามือปืนคือ นายธนภูมิ พรหมมาตร อายุ 37 ปี มายิงกำนันกรรณิการ์ และทั้งหมดได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับหมดแล้ว และอยู่ในขั้นตอนขยายผลหาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาดำเนินคดี

ทั้งนี้ภายหลังจากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการทวงคืนผืนป่า และได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในขณะนั้นว่า ....การดำเนินการ “พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” เป็นไปตามเป้าที่ได้ตั้งไว้ โดยดำเนินการในรูปแบบคณะอนุกรรมการป้องกันการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ระดับจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีการดำเนินการตามลำดับของขั้นตอนกฎหมายทุกอย่าง ซึ่งในปีงบประมาณ 2558 ได้ดำเนินการรื้อถอน ตัดฟันเสร็จสิ้นไปแล้วจำนวน 25 แปลง เนื้อที่ 721 ไร่ 1 งาน 12 ตารางวา หลังจากดำเนินการทางสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดหนองคาย ได้ส่งมอบพื้นที่ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปดำเนินการฟื้นฟูป่า หรือจัดตั้งเป็นป่าชุมชนตามความเหมาะสมไปแล้วส่วนในปีงบประมาณ 2559 จะมีการดำเนินการในพื้นที่ AO1 จำนวน 10 แปลง รวมเนื้อที่ 891 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา...แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตรงกันข้าม

บางพื้นที่เช่นที่ ที่ป่าท้ายหมู่บ้านห้วยไซงัว หมู่ 5 ต.ผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย ที่เดิมเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ชุมชน เจ้าหน้าที่ป่าไม้เคยนำต้นไม้ยืนต้นหลายชนิดมาปลูก แต่กลับถูกนายทุนและประชาชนบุกรุกแผ้วถางแล้วปลูกยางพารา จนต้นยางพาราสามารถเปิดกรีดยางได้แล้ว และผู้นำชุมชนได้ให้เจ้าหน้าที่ตัดโค่นต้นยางพาราทั้งหมดออกทันที...ย้ำว่าตัดออกหมดทั้งแปลง ซึ่งแตกต่างจากบ้านดงต้อง ที่ตัดเพียงให้สื่อมวลชนถ่ายรูป แล้วให้ชุมชนเข้าบริหารจัดการ...และนี้คือจุดเริ่มต้นของปัญหา และนำมาสู่การยิงกำนันกรรณิการ์ในที่สุด

 

นางอ้อมบุญ ทิพย์สุนา นายกสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน ตำบลลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน ได้เขียนบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้อย่างน่าสนใจว่า

โจทย์คนหนองคาย กรณีภูเขาน้ำแข็ง ยิงกำนันกรรณิการ์ คดีที่ปิดไม่ลง

ปัญหายังคงอยู่เพียบคะ ชุมชนบ้านดงต้อง ต.ผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย มีลักษณะที่เรียกว่ามีความเป็น "บ้านไทครัว" ผู้คนต่างถิ่นอพยพมาจับจองทรัพยากรที่นี่ ตั้งรกรากถิ่นฐาน  ปรากฎการณ์ขายป่าขายที่ดินกันเป็นทอดๆ ว่ากันว่า ติดถนนไร่ละ150,000 บาท - ข้างในไร่ละ 50,000-100,000 บาท ส่วนใหญ่นายทุนเป็นคนใต้ มีกันคนละไม่ต่ำกว่าพันไร่ ค่าจ้างของคนในพื้นที่คือค่าดูแลสวน ขายน้ำยางได้ก็แบ่งกันกับนายทุน กลุ่มทุนเหล่านี้ รวมกลุ่มกัน เอาเงินมาทำธุรกิจสีดำ สีเทา ตามที่ข่าวนำเสนอ

ข้าราชการในพื้นที่ทราบเรื่อง แต่ยากที่จะแตะ ไม่มีใครแตะ  และเลือกที่จะนิ่งเงียบดีกว่า ถึงทุกวันนี้ ไม่อาจคาดเดาว่ากลุ่มคนในชุมชนคิดอย่างไร บ้านใหม่เมืองใหม่ ชุมชนใหม่ที่ไม่มีความสัมพันธ์ ระบบเครือญาติที่แทบไม่มี และอดทนที่จะอยู่กันไป เวลารัฐส่วนกลางจะรื้อที ก็ต้องไปตามคนที่มีชื่อในฐานะเป็นเจ้าของสิทธิ์ สปก. มาชี้แนวเขตที จึงทำให้ทุนเหล่านี้ เลือกที่จะลงขัน "ฆ่า" ผู้นำที่จะชี้แนวเขต ง่ายกว่า หาชื่อคนมาสวมสิทธิ์ เพราะหากกำนันคนนี้ตาย ก็พร้อมส่งคน ใหม่ที่เป็นคนของตนเอง ทุ่มซื้อเสียง เพื่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน  เป็นกำนัน แบบนี้ง่ายกว่า

ถึงวันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งป่าไม้ ทั้ง สปก.ก็ยังเงียบ ไม่ออกมาตรวจสอบอะไรให้มากกว่านี้ ทั้งที่สื่อกระแสหลัก และสื่อท้องถิ่นที่มีคุณภาพได้นำเสนออย่างต่อเนื่อง รวมทั้งคนในพื้นที่ก็เงียบ การสื่อสารเรื่องกำนันกรรณิการ์กลับกลายเป็นคนนอกชุมชนที่พยายามจะสื่อสารเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา  อีกไม่นานจะถึงเกมการเลือก ผู้ใหญ่บ้าน เลือกกำนัน และเลือกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลผาตั้ง จะเห็นอะไรดีๆอีกรอบ ปัญหาภูเขาน้ำแข็งส่วนที่มองไม่เห็นก็ยังคงอยู่ ประมาณว่า ใครทนได้ทนไป

โจทย์สำหรับชุมชน

ในส่วนที่เราเองเคยคุ้นเคยกับแกนนำ คนทำงาน มีความพยายามหลายครั้งที่จะมีการสำรวจข้อมูลคนกับป่า การพัฒนาสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การสำรวจสิทธิ์ของคนในชุมชน น่าจะขยับขยายงานไปให้ทั่วทุกพื้นที่ทั้งตำบล จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาวขึ้นบ้าง  ประเด็นที่สนใจเช่น น่าวิจัยความเป็นชุมชน  มีกลไกอะไรบ้าง ที่ทำงานกันอยู่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เครือข่ายองค์กรชุมชน ควรมีบทบาทในการแสดงเจตนารมณ์ ลงชื่อถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ถึงหน่วยงานรัฐส่วนกลาง ให้มารื้อ มาตรวจสอบไหม หรือเลือกที่จะทนอยู่แบบกลัวๆ ถนอมตัวกันไป โจทย์สำหรับพวกเรากันเอง เรารู้ เราไม่พูด เราไม่แก้ ไม่กล้าแหกปาก แต่รอให้คนนอกมาช่วย ใครเขาจะกล้ามา

โจทย์สำหรับหน่วยงานในพื้นที่

สื่อเล่นขนาดนี้ หน่วยงานขยับอะไรบ้างหรือรอศพถัดไป อ้างเมืองหนองคาย เป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 7 ของโลกต่อไป ปล่อยให้เรื่องเลือนหาย แกล้งมีความสุขกันไป....

 

เป็นที่น่าสังเกตว่าการทวงคืนผืนป่าเกิดระหว่างปี 2558-2559 โดยเฉพาะพื้นที่ของนายสามารถ ผู้จ้างวานฆ่ากำนันกรรณิการ์ ทำไมถึงไม่มีการดำเนินการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่บอกว่าได้มีการนำป้ายมาติดห้ามนายทุนเข้าพื้นที่ แต่นายทุนเอาป้ายออก และเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ จนเมื่อรู้ว่าจะถูกยึดที่จริงๆถึงลงขันสั่งฆ่ากำนันกรรณิการ์ ที่น่าตลกไปมากกว่านั้นคือเจ้าหน้าที่ระดับสูงป่าไม้บางคนบอกกลัวกลุ่มนายทุน ขอย้ายตัวเองออกนอกพื้นที่...นี้คือปัญหาที่เกิดจากการเพิกเฉยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เลี้ยงปัญหาไว้ในพื้นที่ ทั้งเรื่องการบุกรุกป่า และปัญหาที่ดิน สปก. ซึ่งจนถึงขณะนี้หน่วยงาน สปก.ไม่ออกมาให้ข้อมูลอะไรหรือชี้แจงอะไรให้คนในสังคมได้เข้าใจปัญหา...แต่เลือกที่จะนิ่งเหมือนไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่จังหวัดหนองคายเลย ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่บอกว่า ที่ดิน สปก.คือแหล่งผลประโยชน์ที่นายทุนเข้ามาร่วมกับเจ้าหน้าที่บางคนจัดการกันอย่างลงตัว ทั้งการสวมสิทธิ การซื้อขายอย่างผิดกฎหมาย....

 

 
กลับ กลับหน้าหลัก



ติดต่อเรา

Copyright © 2016 nongkhainewsonline : ข่าวออนไลน์หนองคาย