รศ.วชิรวัตติ์ กางโจทย์ใหญ่ !! ผ่า 3 วิกฤตลุ่มน้ำมูล ชู 3 พลิกบทบาทผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมส่ง 3 ข้อเสนอถึงรัฐบาลด่วน

รศ.วชิรวัตติ์ กางโจทย์ใหญ่ !!  ผ่า 3 วิกฤตลุ่มน้ำมูล ชู 3 พลิกบทบาทผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมส่ง 3 ข้อเสนอถึงรัฐบาลด่วน

รองศาสตราจารย์วชิรวัตติ์ อาริยะสิริโชติ (อาจารย์เปรม) อาจารย์ประจำวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบนโยบายสาธารณะและการวางแผนกลยุทธ์ในโลกยุคดิสรัปชัน ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ลุ่มแม่น้ำมูล) หนึ่งใน 22 ลุ่มน้ำของประเทศสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สทนช. สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมุมมองสะท้อนประสบการณ์งานพื้นที่และวิจัยกับชุมชนยาวนาน กว่า 10 ปี ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเร่งด่วนที่ลุ่มแม่น้ำมูลกำลังเผชิญ พร้อมเสนอทางออกในการยกระดับบทบาทคณะกรรมการลุ่มน้ำโดยเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิ

 

ผ่า 3 เรื่องวิกฤตลุ่มน้ำมูล: โจทย์ที่รอการแก้ไข

รศ.วชิรวัตติ์ อธิบายว่าวิกฤตที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันประกอบด้วย:

1. วิกฤตความสุดโต่งของสภาพอากาศ (Climate Extremes): ลุ่มน้ำมูลกำลังเผชิญกับสภาวะ "ท่วมหนัก แล้งนาน" ที่พยากรณ์ได้ยากขึ้น การจัดการแบบเดิมที่ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่เกษตรกรรมหลักของภาคอีสาน

2. วิกฤตช่องว่างของข้อมูล (Data Fragmentation):ข้อมูลด้านน้ำยังคงกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ทำให้การตัดสินใจในระดับพื้นที่ขาดความแม่นยำ ส่งผลให้การแจ้งเตือนภัยแก่พี่น้องประชาชนล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

3. วิกฤตความซับซ้อนของกฎระเบียบ (Regulatory Complexity):* ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการประสานงานระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับส่วนกลาง ทำให้งบประมาณและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระดับตำบลหรืออำเภอทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

เสนอ 3 พลิกโฉมบทบาท "ผู้ทรงคุณวุฒิ" ยุคใหม่

เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม รศ.วชิรวัตติ์ เสนอว่าผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการลุ่มน้ำต้อง "ไม่ใช่แค่ผู้นั่งฟังในห้องประชุม" แต่ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทเป็น:

1) เป็นผู้เชื่อมโยงเทคโนโลยี (The AI & Data Bridge) นำองค์ความรู้สมัยใหม่ เช่น การใช้ AI ในการออกแบบนโยบายสาธารณะ (Public Policy Design) มาช่วยวิเคราะห์โมเดลการจัดการน้ำ เพื่อให้การตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริงไม่ใช่เพียงความรู้สึก

2) เป็นผู้แปลนโยบายสู่การปฏิบัติ (The Strategic Translator)  ต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงยุทธศาสตร์น้ำระดับชาติ ลงสู่ข้อบัญญัติท้องถิ่น ช่วยให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าใจบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการจัดการน้ำในเขตของตนเองอย่างชัดเจน

3) เป็นผู้เฝ้าระวังและสะท้อนเสียงจริง (The Field Advocate)  ผู้ทรงคุณวุฒิควรมีบทบาทเชิงรุกในการรับฟังปัญหาจากหน้างาน แล้วนำเข้าสู่กระบวนการนโยบายโดยตรง เพื่อให้ "มติที่ประชุม" ตอบโจทย์ "ความเดือดร้อนของชาวบ้าน" ร่วมทั้งสร้างนวัตกรรมการจัดการน้ำร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)และร่วมแก้ปัญหา ได้จริง

"ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้วิเคราะห์ได้ว่า เพิ่มเติมจากเรื่องของวิศวกรรมน้ำแล้ว ยังเป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์เชิงนโยบายและอำนาจหน้าที่ ผู้ทรงคุณวุฒิยุคใหม่ต้องเป็นฟันเฟืองที่ช่วยให้กลไกเหล่านี้หมุนไปพร้อมกันได้อย่างราบรื่น

ส่ง 3 ข้อเสนอแหลมคมถึง "รัฐบาล"

นอกจากนี้ รศ.วชิรวัตติ์ ยังได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายถึงรัฐบาลใหม่เพื่อปฏิรูปการจัดการน้ำทั้งระบบ:

1. ยกระดับด้วย "นโยบาย AI และ Big data แห่งชาติ"สร้าง Single Command Center ที่ใช้ AI และ Big data พยากรณ์น้ำล่วงหน้าอย่างแม่นยำ เพื่อการตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-Driven)

2. กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น: แก้ไขระเบียบให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีอำนาจและงบประมาณจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็กได้ทันที

3. ปฏิรูปโครงสร้างคณะกรรมการลุ่มน้ำ สนับสนุนงบประมาณและบุคลากรเฉพาะด้านให้คณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อให้สามารถทำงานเชิงรุกติดตามงานได้ตลอดทั้งปี

"หน้าที่ของผู้ทรงคุณวุฒิไม่ใช่แค่การมานั่งฟังวาระประชุมแล้วกลับบ้าน แต่คือการนำองค์ความรู้มาเป็น 'หัวเจาะ' ทะลวงปัญหาที่ค้างคามานาน เพื่อให้คนลุ่มน้ำมูลมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม" รศ.วชิรวัตติ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

กลับ กลับหน้าหลัก



ติดต่อเรา

Copyright © 2016 nongkhainewsonline : ข่าวออนไลน์หนองคาย