ชาวบ้านห้วยค้อ ต.บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย เดือดร้อนจากตลิ่งทรุด ร้องให้เร่งแก้ไขก่อนขยายวงกว้างมากขึ้น สื่อตรวจสอบพบว่าสถานการณ์ตลิ่งพังในชุมชนติดแม่น้ำโขง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในหน้าแล้งและหน้าฝน โดยชาวบ้านได้ร้องเรียนปัญหาดังกล่าวต่อหน่วยงานและสื่อมวลชนมามากกว่า 3 ปี แต่ไร้การแก้ไขปัญหาใดๆอย่างเป็นรูปธรรม ด้าน ประธานสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) ระบุปัญหาการกัดเซาะตลิ่งตลอดแม่น้ำโขง 8 จังหวัดของประเทศไทย เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หลังแม่น้ำโขงมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำกั้นแม่น้ำโขงในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลต่อการขึ้นลงของน้ำผิดฤดูกาล การขึ้นลงรายวันของกระแสน้ำ ส่งผลต่อการกัดเซาะผิวดินริมตลิ่งของทั้งสองฟากฝั่ง พร้อมเผยเมื่อมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชุมชนใกล้เขื่อนจะได้รับผลกระทบเหล่านี้เต็มๆ ไม่มีการประเมินมูลค่า ว่าตัวเลขความเสียหายเท่าไหร่ และใคร หน่วยงานใดจะรับผิดชอบ
ชาวบ้านห้วยค้อ ต.บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย เดือดร้อนจากตลิ่งทรุด ร้องให้เร่งแก้ไขก่อนขยายวงกว้างมากขึ้น สื่อตรวจสอบพบว่าสถานการณ์ตลิ่งพังในชุมชนติดแม่น้ำโขง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในหน้าแล้งและหน้าฝน โดยชาวบ้านได้ร้องเรียนปัญหาดังกล่าวต่อหน่วยงานและสื่อมวลชนมามากกว่า 3 ปี แต่ไร้การแก้ไขปัญหาใดๆอย่างเป็นรูปธรรม ด้าน ประธานสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) ระบุปัญหาการกัดเซาะตลิ่งตลอดแม่น้ำโขง 8 จังหวัดของประเทศไทย เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หลังแม่น้ำโขงมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำกั้นแม่น้ำโขงในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลต่อการขึ้นลงของน้ำผิดฤดูกาล การขึ้นลงรายวันของกระแสน้ำ ส่งผลต่อการกัดเซาะผิวดินริมตลิ่งของทั้งสองฟากฝั่ง พร้อมเผยเมื่อมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชุมชนใกล้เขื่อนจะได้รับผลกระทบเหล่านี้เต็มๆ ไม่มีการประเมินมูลค่า ว่าตัวเลขความเสียหายเท่าไหร่ และใคร หน่วยงานใดจะรับผิดชอบ
วันนี้ (7 ส.ค. 66) นายไพทูน สุริยะ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 บ้านห้วยค้อ พร้อมชาวบ้านนำผู้สื่อข่าว สำรวจตลิ่งริมแม่น้ำโขง ที่ถูกน้ำโขงเซาะ ทรุดหายไป โดยจากการตรวจสอบบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ริมโขงที่ชาวบ้านใช้ร่วมกัน เป็นจุดตั้งเครื่องสูบน้ำประปาหมู่บ้าน และเป็นจุดจอดเรือของชาวบ้านซึ่งตลิ่งถูกน้ำโขงเซาะจนทรุดหายไปในน้ำกว่า 5 ไร่
นายไพทูน สุริยะ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 บ้านห้วยค้อ กล่าวว่า ตอนนี้ในพื้นที่ถือว่าหนักกว่าทุกปี ตลิ่งแม่น้ำโขงทรุดกินลึกเข้ามากว่า 10 เมตร ซึ่งตนกังวลในเรื่องความปลอดภัยของชาวบ้าน ตนอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำตลิ่งกันทรุดแม่น้ำโขง โดยตนเรียกร้องมาหลายปีแล้ว แต่ไม่มีการดำเนินการ หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ทุกปี ตลิ่งก็จะทรุดเข้ามาเรื่อยๆกินพื้นที่เข้ามาและอาจถึงถนนทางหลวงแผ่นดินได้
นายจิรศักดิ์ คำวงค์ศา ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านห้วยค้อ กล่าวว่า ปีนี้ผลกระทบหนักกว่าทุกปี ตลิ่งแม่น้ำโขงทรุดเป็นแนวยาวเพิ่มมากขึ้น โดยตอนนี้ชาวบ้านต้องอยู่กันอย่างหวาดผวา ตนอยากให้เร่งมาทำกันทรุดตลิ่งแม่น้ำโขงอย่างเร่งด่วน เพราะตอนนี้ชาวบ้านแทบจะนอนไม่หลับกันแล้ว
ด้านนางสาวก้านก่อง จันลอง กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์ตลิ่งแม่น้ำโขงทรุดถือว่าแย่มาก โดยบ้านชาวบ้านเริ่มมีการขนย้ายสิ่งของกันบ้างแล้ว และหากมีมวลน้ำมาเพิ่มอีกจะหนักกว่านี้มาก “ช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมาตั้งแต่มีเขื่อนที่ตั้งห่างจาก จ.หนองคาย ไม่ถึง 100 กิโลเมตร ซึ่ง ต.บ้านม่วง อ.สังคม เป็นตำบลแรกที่อยู่ติดกับ จ.เลย และเป็นตำบลที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาตลิ่งแม่น้ำโขงทรุดเป็นแห่งแรก โดยอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำกันทรุดตลิ่งแม่น้ำโขงอย่างเร่งด่วน เพราะต้อนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนมาก” นางสาวก้านก่อง กล่าว
ด้าน นางอ้อมบุญ ทิพย์สุนา ประธานสมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) กล่าวว่า ปัญหาการกัดเซาะตลิ่งตลอดแม่น้ำโขง 8 จังหวัดของประเทศไทย เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หลังแม่น้ำโขงมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำกั้นแม่น้ำโขงในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลต่อการขึ้นลงของน้ำผิดฤดูกาล การขึ้นลงรายวันของกระแสน้ำ ส่งผลต่อการกัดเซาะผิวดินริมตลิ่งของทั้งสองฟากฝั่ง จากการสำรวจของกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย พื้นที่ตลิ่งโขงมีการพังทลายรวมกันปีละไม่ต่ำกว่า 280 ไร่ สอดคล้องกับ รายงาน โครงการศึกษาผลกระทบและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขงสายประธาน โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ปี 2564 ซึ่งมีการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขง โดยดำเนินการรวบรวมข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมที่มีการเผยแพร่ในเว็บไซต์ที่เป็นทางการของกรมสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Geological Survey : USGS) เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขงล่าสุด รายงานวิจัยฉบับดังกล่าวระบุว่า จากการติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขงรายปีจากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมและสำรวจซ้ำด้วยเครื่องมือ อากาศยานไร้คนขับ (UAV) และแบ่งช่วงเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลตามช่วงเวลาของการดำเนินการการพัฒนาเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายประธาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา คือ ช่วงปีก่อนที่จะมีการพัฒนาเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายประธาน ช่วงปี พ.ศ. 2528–2534 ช่วงปีหลังมีการพัฒนาเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายประมาณตอนบน แต่ก่อนที่เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายประธานตอนล่าง เขื่อนแรกของ สปป.ลาว (เขื่อนไซยะบุรี) เปิดดำเนินการ ช่วงปี พ.ศ. 2535-2561 และช่วงปีหลังจากที่เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายประธานตอนล่าง เขื่อนแรกของ สปป.ลาว (เขื่อนไซยะบุรี) เปิดดำเนินการ (พ.ศ. 2562-2564)
ผลการศึกษาที่สำคัญระบุว่า ถ้าเปรียบเทียบปี 2564 และปี 2563 พื้นที่ตลิ่งพังในเขต 8 จังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขงหายไปทั้งหมด 5,256.86 ไร่ และข้อมูลเฉพาะจังหวัดหนองคาย พบว่าพื้นที่ตลิ่งของอำเภอที่ติดริมแม่น้ำโขง จำนวน 6 อำเภอหายไป 826.54 ไร่ สูงสุดอันดับแรกคืออำเภอสังคม 456 ไร่ ตามด้วยอำเภอเมือง 131.64 ไร่ อำเภอท่าบ่อ 104.80 ไร่ อำเภอศรีเชียงใหม่ 91.45 ไร่ อำเภอโพนพิสัย 27.21 ไร่ และอำเภอรัตนวาปี 14.75 ไร่
จากสถานการณ์ปัญหาดังกล่าวจึงสามารถสรุปได้ในเบื้องต้นว่า หลังมีเขื่อนกั้นน้ำโขง กระแสน้ำและการพังทลายของตลิ่งมีสูงขึ้น หากเทียบตัวเลขของงานวิจัยของสองหน่วยงานข้างต้นจะเห็นตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แม้จะมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการพังทลายของตลิ่ง เช่น การดูดทราย ทั้งนี้ ในบริเวณบ้านห้วยค้อเอง ไม่มีการดูดทราย และชาวบ้านห้วยค้อ บ้านภูเขาทอง ตำบลบ้านม่วง ก็ประสบปัญหานี้มาหลายปี โดยไม่มีการแก้ไขปัญหานี้แต่อย่างใด รวมทั้งไม่มีข้อมูลผลกระทบอื่นๆ ที่เป็นประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ว่าส่งผลต่อการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างไร แนวโน้มของปัญหาเหล่านี้จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชุมชนใกล้เขื่อนจะได้รับผลกระทบเหล่านี้เต็มๆ ไม่มีการประเมินมูลค่า ว่าตัวเลขความเสียหายเท่าไหร่ และใคร หน่วยงานใดจะรับผิดชอบ.
















